บทความ

บทความ

วันที่นำเข้าข้อมูล 28 ส.ค. 2562

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 2 เม.ย. 2564

| 86 view

เพื่อนมิตรไทย-เวียดนาม: สานสายสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม

ผ่านการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ของเยาวชนสู่ความร่วมมือในอนาคต

---------------------------------------------------------------

ผู้นำเยาวชนเวียดนามสุดประทับใจโครงการเพื่อนมิตรไทย-เวียดนาม 2562 กงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ นำคณะผู้นำเยาวชนเวียดนามเยือนถิ่นพำนักของประธานโฮจิมินห์ในประเทศไทย 5 จังหวัด 3 ภูมิภาค เรียนรู้    สายสัมพันธ์ระหว่างประชาชน สร้างเครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ไทยและเวียดนาม

“รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจไมตรีของคนไทย ถือเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ และหวังว่าวัฒนธรรมอันดีงามนี้  จะยังคงมีอยู่ตลอดไป”

คำกล่าวเมื่อประธานโฮจิมินห์ได้พบกับนายปรีดี พนมยงค์เมื่อปี 2509

 

หลายท่านคงไม่ทราบว่าครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วประเทศไทยเคยเป็นถิ่นพำนักของวีรบุรุษแห่งชาติของเวียดนามนามว่า “ลุงโฮ” ประธานโฮจิมินห์ของประชาชนชาวเวียดนาม หรือ “เฒ่าจิ๋น” ตามที่ชาวไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเคยรู้จักในปี 2471-2472 ซึ่งได้เดินทางเข้ามาพักอาศัยในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 1 ปี  8 เดือน เพื่อวางแผนและรวบรวมการสนับสนุนในการต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสในขณะนั้น ถึงแม้ประวัติศาสตร์ช่วงดังกล่าวจะได้รับการถ่ายทอดไปสู่ชาวเวียดนามรุ่นหลังผ่านบทเรียนในห้องเรียน แต่น้อยคนนักทั้งชาวไทยและเวียดนามที่จะรับรู้ถึงสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนและวัฒนธรรมระหว่างไทยและเวียดนามที่มีมาแต่ช้านานก่อนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2519

“เยาวชนคนรุ่นใหม่คืออนาคตของความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์และสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย จึงร่วมกันจัดโครงการเพื่อนมิตรไทยเวียดนามขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ของเวียดนามมีความเข้าใจถึงประเทศไทยและประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของสองประเทศ รวมถึงเป็นการสร้างเครือข่ายระหว่างเยาวชนและประชาชน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคี”  นายอภิรัตน์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง กงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ กล่าวในฐานะหัวหน้าคณะตามที่ได้รับมอบหมายจากเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย นำกลุ่มผู้นำเยาวชนเวียดนามจากภาคเหนือ กลาง และใต้ จำนวน 26 คน  จาก 11 มหาวิทยาลัยเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1-8 สิงหาคม 2562 เดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ฉันมิตร โดยเฉพาะในระดับประชาชนต่อประชาชนระหว่างไทยกับเวียดนามที่มีมาอย่างช้านาน และเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับเวียดนามในปัจจุบัน

ในวันแรกของการเดินทางคณะเยาวชนเวียดนามได้เดินทางเข้าร่วมพิธีเปิดโครงการที่กระทรวง   การต่างประเทศ โดยมีนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ ผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออก 2 กรมเอเชียตะวันออก กล่าวต้อนรับ และนางสาวลักขนา ดอกเขียว ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าร่วมด้วย ในโอกาสนี้ เยาวชนเวียดนามได้มีโอกาสรับฟังการบรรยายพิเศษจาก ดร. ธัญญาทิพย์ ศรีพนา ผู้เชี่ยวชาญด้านเวียดนาม ร่วมกิจกรรมปฐมนิเทศและรับชมภาพยนตร์ "เฒ่าจิ๋นในสยาม" ซึ่งเป็นภาพยนตร์ของเวียดนามที่เล่าเรื่องถึงการเดินทางในสยามจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดพิจิตรเพื่อหลบหนีตำรวจลับของฝรั่งเศสและไมตรีจิตและความช่วยเหลือจากประชาชนชาวไทย

ต่อมาการเดินทางตามรอย “เฒ่าจิ๋น” ในสยามก็ได้เริ่มต้นขึ้น โดยคณะออกเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ประธานโฮจิมินห์มาพำนักอยู่เป็นระยะเวลายาวนานที่สุด และมีอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ที่นับว่าใหญ่และสวยงามที่สุดในโลกนอกประเทศเวียดนาม ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ 19 พฤษภาคม 2559 โดยการสนับสนุนของรัฐบาลเวียดนามและไทย นอกจากนี้ ยังมีชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในจังหวัดกว่า 1 หมื่นคน สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่อพยพมาจากทางภาคกลางตอนบนของเวียดนามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 และในยุคต่างๆ คณะเยาวชนเวียดนามได้เยี่ยมชมอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ หมู่บ้านมิตรภาพไทย-เวียดนาม บ้านนาจอก จังหวัดนครพนม โดยมีนายวิศรุต จินธนะเสถียร นายกสมาคมไทย-เวียดนาม จังหวัดนครพนม (และดำรงตำแหน่งนายกสมาคมไทย-เวียดนามแห่งประเทศไทย) และคณะกรรมการบริหารอนุสรณ์สถาน ตลอดจนกำนันบ้านนาจอกให้การต้อนรับ นำเยี่ยมคารวะรูปสักการะประธานโฮจิมินห์และเยี่ยมชมบ้านจำลองที่ประธานโฮจิมินห์เคยพำนักในพื้นที่เมื่อปี 2471 รวมถึงบรรยายสรุปความเป็นมาของชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในจังหวัดนครพนมและจังหวัดอื่นๆ และการดำเนินภารกิจของ "ลุงโฮ" หรือ "เฒ่าจิ้น" ในสยาม หลังจากนั้น คณะเยาวชนได้เยี่ยมชมพื้นที่จริงที่เคยเป็นบ้านที่ประธานโฮจิมินห์เคยพำนัก ซึ่งมีต้นมะพร้าวและมะเฟืองที่ประธานโฮจิมินห์เคยปลูกไว้ นอกจากนั้น คณะได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมหลังเก่า ซึ่งมีลักษณะสถาปัตยกรรมคล้ายแบบโคโลเนียลในเวียดนาม ก่อสร้างโดยช่างเชื้อสายเวียดนาม และได้เยี่ยมหอนาฬิกา “เวียดนามอนุสรณ์” ซึ่งสร้างในปี 2503 เพื่อเป็นที่ระลึกในการที่ชาวเวียดนามอพยพกลุ่มหนึ่งที่เคยพำนักที่จังหวัดนครพนมจะเดินทางกลับมาตุภูมิเวียดนามด้วย

จากจังหวัดนครพนม คณะเยาวชนได้เดินทางต่อไปยังจังหวัดสกลนครเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับแนวทาง  การพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราชบรมนาถบพิตร ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีอาจารย์และนักศึกษาไทยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนครเข้าร่วมทำกิจกรรมด้วย คณะเยาวชนไทยและเวียดนามได้ร่วมกันนมัสการพระธาตุเชิงชุม คู่บ้านคู่เมืองสกลนคร เยี่ยมชมหอระฆังที่ชาวเวียดนามกลุ่มหนึ่งได้สร้างถวายไว้เป็นที่ระลึกบริเวณวัดพระธาตุเชิงชุมเพื่อเป็นอนุสรณ์ก่อนเดินทางกลับมาตุภูมิเวียดนาม และร่วมกันศึกษาสภาพชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ถนนคนเดินใกล้วัดพระธาตุเชิงชุมและซึมซับกลิ่นอายของวัฒนธรรมอาหารเวียดนามของชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในพื้นที่อีกด้วย

อำลาจังหวัดสกลนคร คณะเยาวชนเวียดนามได้เดินทางเข้าสู่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีชาวไทยเชื้อสายเวียดนามอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทยกว่า 6 หมื่นคน ซึ่งหลายรายเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ อาทิ นายทอง กุลธัญวัฒน์ เจ้าของร้าน VT แหนมเนืองซึ่งคณะได้มีโอกาสไปรับประทานอาหารกลางวันที่ร้าน  เมื่อคณะได้เดินทางมาถึงแหล่งประวัติศาสตร์โฮจิมินห์บ้านหนองฮาน (หนองโอน) ตำบลเชียงพิณ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากปลัดจังหวัด นายกสมาคมชาวเวียดนาม ผู้บริหารระดับท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิ และจิตอาสาชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในชุด “อ๋าวหย่าย” ที่สวยงาม ในช่วงบ่าย เยาวชนเวียดนามได้เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี คณาจารย์ ร่วมทำกิจกรรมสันทนาการเพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างนักศึกษาไทยและเวียดนามที่กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยฯ กว่า 30 คน และทำกิจกรรมจิตอาสาร่วมกันปลูกต้นไม้กว่า 30 ต้น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนามที่หยั่งรากลึกและจะเจริญงอกงามต่อไป รวมถึงร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำซึ่งมหาวิทยาลัยฯ ได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่คณะ โดยมีนายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี สมาคมชาวไทย-เวีดนนาม และคณะข้าราชการผู้บริหารมหาวิทยาลัยฯ และนักศึกษาไทยเข้าร่วมกว่า 200 คน มีการแลกเปลี่ยนการแสดงทางวัฒนธรรมระหว่างเยาวชนไทยและเวียดนาม สร้างรอยยิ้ม เสียงหัวเราะและความประทับใจให้กับเยาวชนอย่างตราตรึง

หลังจากการต้อนรับสุดประทับใจของจังหวัดอุดรธานี คณะเยาวชนเวียดนามได้เดินทางต่อมายังจังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นจุดหมายสุดท้ายของคณะก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ แต่เป็นจุดหมายแรกในภูมิภาคอีสานที่ประธานโฮจิมินห์เดินทางมาพำนักอาศัยภายหลังจากที่เดินทางด้วยรถไฟออกมาจากกรุงเทพฯ โดยกงสุลใหญ่ฯ ได้นำคณะเยาวชนเวียดนามเข้าเยี่ยมคารวะนายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร และต่อมาคณะได้เดินทางเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์บ้านดงโฮจิมินห์ ตำบลป่ามะคาบ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่นำเสนอข้อมูลแบบร่วมสมัย เน้นให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบเดียวกับมิวเซียนสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ที่กรุงเทพฯ ทำให้เยาวชนสามารถเข้าถึงและเข้าใจข้อมูลการพำนักอาศัยที่จังหวัดพิจิตรของ “ลุงโฮ” ได้อย่างลึกซึ้งและสนุกสนาน

ในวันต่อมา คณะเยาวชนได้เดินทางกลับจากการตามรอย “ลุงโฮ” เข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนรู้การพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทยผ่านการศึกษาดูงาน ณ พระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม รวมถึงได้เยี่ยมชมวัดอนัมนิกายในกรุงเทพฯ ซึ่งมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชุมชนชาวเวียดนามในไทยและเป็นพระพุทธศาสนานิกายที่สืบมาจากเวียดนาม ได้แก่ วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย)  ซึ่งเป็นวัดที่รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ได้ทรงทำนุบำรุงมา วัดกุศลสมาครซึ่งเป็นที่ทำการเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกายแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน และวัดโลกานุเคราะห์ซึ่งมีความสำคัญคือพระครูคณานัมสมณาจารย์ (บิ๊นเลือง)  อดีตเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกายประเทศไทยได้เคยมีบทบาทช่วยเหลือประธานโฮจิมินห์ก่อนจะเดินทางไปยังจังหวัดพิจิตร นอกจากนี้ คณะเยาวชนยังได้มีโอกาสเยี่ยมชมสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งเยาวชนเวียดนามต่างประทับใจในบทบาทการส่งเสริมให้เยาวชนปรับใช้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจรวมถึงพื้นที่ร่วมกับชุมชนด้วย

มาถึงวันสุดท้ายของโครงการฯ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2562 คณะเยาวชนเวียดนามได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะนายประพันธ์ศักดิ์ แพทยานนท์ อุปนายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม และอดีตเอกอัครราชทูตประดาป พิบูลสงคราม กรรมการสมาคมฯ เพื่อรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับความสำคัญของภารกิจงานการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทยและเวียดนามของสมาคม และเข้าร่วมพิธีปิดโครงการฯ ที่กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยคณะเยาวชนต่างนำเสนอความประทับใจของตัวเองเกี่ยวกับประเทศไทย คนไทย และวัฒนธรรมไทย ในระหว่างที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยเฉพาะการเรียนรู้ถึงสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทยและเวียดนามตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเกี่ยวกับการพำนักในสยามของอดีตประธานโฮจิมินห์ และชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในประเทศไทยที่อยู่ร่วมกับชาวไทยเชื้อสายอื่นๆ อย่างมีความสุข

การดำเนินโครงการในครั้งนี้ “ทำให้เยาวชนเวียดนามได้รู้จักคนไทย ประเทศไทย วัฒนธรรมไทย และที่สำคัญที่สุดคือสายสัมพันธ์ของประชาชนระหว่างไทยและเวียดนาม ซึ่งตนจะนำกลับไปบอกเล่าประสบการณ์กับเพื่อนๆ และครอบครัวที่เวียดนาม” คำบอกเล่าของนางสาวหลิน เหวียน นักศึกษาเอกไทยศึกษา มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์นครโฮจิมินห์ นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึง “น้ำใจไมตรี” ของคนไทยและเวียดนามที่ต่างมีให้กันและกันมาอย่างยาวนาน อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนและมีความสุข และหยั่งรากลึกเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยและเวียดนามและ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ที่แน่นแฟ้น อย่างรอบด้านในวันนี้ ทั้งนี้ สถานกงสุลใหญ่ฯ และสถานเอกอัครราชทูตฯ ขอขอบคุณสายการบินไทยแอร์เอเชียที่ได้ให้การสนับสนุนบัตรโดยสารเครื่องบินจำนวน 15 ที่นั่งในการนำคณะเยาวชนเวียดนามมาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้

 

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ